Banner Knowledge

อายุการใช้งานระยะยาวของฉนวนในงานเย็น การอนุรักษ์พลังงานในงานเย็นมีความสำคัญอย่างมาก ในกลุ่มประเทศยุโรปได้เพิ่มความสำคัญมากขึ้น ประเทศไทยมีการใช้พลังงานในระบบปรับอากาศ และระบายอากาศคิดเป็น 60 % ของปริมาณการใช้พลังงานในประเทศทั้งหมด

การใช้พลังงานในการทำความเย็นมาจากพลังงานไฟฟ้า ในการอนุรักษ์การใช้พลังงาน ไม่ใช่แค่การเลือกใช้เทคโนโลยี เกี่ยวกับการประหยัดพลังงานที่มีประสิทธิภาพเท่านั้น การเลือกใช้ฉนวนยางกันความร้อนที่เหมาะสม ก็เป็นส่วนสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ในการลดการใช้พลังงานในระบบปรับอากาศ และระบายอากาศ

ฉนวนเป็นส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการป้องกันการเกิดหยดน้ำ ด้วยเหตุนี้ การเลือกใช้ฉนวนที่เหมาะสม จะกลายเป็นประเด็นหลักในการลดการใช้พลังงานอย่างจริงจัง  เพื่อให้ได้ผลของการอนุรักษ์พลังงานอย่างดีที่สุด

วัสดุฉนวนที่ใช้ป้องกันผลกระทบที่มาจากความชื้น มีดังนี้ ความสำคัญในการเลือกใช้วัสดุ ที่นำมาทำเป็นฉนวน คือ ค่าสัมประสิทธิ์การนำความร้อน (Thermal Conductivity (ค่า K Value)) หมายถึง การนำความร้อนจากด้านหนึ่ง ไปอีกด้านหนึ่ง ค่า K ยิ่งต่ำเท่าใด  คุณสมบัติของความเป็นฉนวนของวัสดุนั้น ก็จะมากขึ้น เป็นผลทำให้การสูญเสียพลังงานน้อยมาก ในขณะเดียวกัน คุณสมบัติในการเป็นฉนวนจะลดลง ต่อเมื่อฉนวนถูกแทรกซึมด้วยความชื้น

ฉนวนที่มีคุณสมบัติดี ต้องสามารถป้องกันการแทรกซึมผ่านของความชื้นจากภายนอก นั่นคือการป้องกันการแทรกชึมของไอน้ำต้องสูง ที่เรียกว่า ปริมาณไอน้ำซึมผ่าน (Water Vapor Permeability) หรือ ค่าสัมประสิทธิ์การต้านทานความชื้น     ต้องมีค่าสูง ทำให้ค่าความเป็นฉนวนที่ดีมาก  ค่า  นั้นบอกถึงความท้านตานต่อไอน้ำของฉนวน ต้องมีค่ามากกว่าความดันไอน้ำในชั้นบรรยากาศ  หากค่า  ต่ำมากเท่าใด จะมีผลต่อการเพิ่มความชื้นภายในวัสดุฉนวนนั้น ส่งผลให้เกิดความสูญเสียพลังงานมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป

บทสรุป

ฉนวนในระบบงานเย็น การแทรกซึมความชื้นในเนื้อวัสดุย่อมเกิดขึ้นได้หากเราไม่สามารถตัดปัจจัยเรื่อง น้ำ หรือ น้ำแข็ง ที่เกิดในระบบ ตามจุดต่างๆ หรือในระบบที่หุ้มฉนวนออกไปย่อมกลั่นตัวได้ ทำให้ค่าสัมประสิทธิ์การนำความร้อนเพิ่มขึ้น จะสูญเสียพลังงานมากขึ้น ฉนวนที่มี ค่าสัมประสิทธิ์การนำความร้อนต่ำ ค่าการต้านทานการแทรกซึมความชื้นสูง และการติดตั้งที่ดี จะช่วยป้องกันการแทรกชึมความชื้นในระยะยาว ส่งผลทำให้ประหยัดทั้งเงินและพลังงานได้ดีขึ้น